AiPASS เปิดให้ใช้ AI ฟรี แต่ “เข้าถึงง่าย” ไม่ได้แปลว่า “ใช้ AI เป็น”
- puwanat chaowanno
- 11 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

เมื่อการทำให้คน “เข้าถึง AI” อาจยังไม่เท่ากับการทำให้คน “ใช้ AI เป็น”
ช่วงนี้ AiPASS หรือ TH-AI Passport เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI หลายประเภทได้ฟรี ทั้ง AI สำหรับพูดคุย ค้นข้อมูล สร้างภาพ สร้างวิดีโอ และเครื่องมืออื่น ๆ พร้อมมีบทเรียนเกี่ยวกับ AI อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว
แนวคิดถือว่าดี เพราะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากได้ทดลอง AI ที่ปกติอาจไม่เคยมีโอกาสใช้
แต่หลังจากได้เข้าไปทดลองใช้งานจริง ผมกลับมีคำถามที่น่าสนใจกว่าเรื่อง “ฟรีหรือไม่ฟรี”
AiPASS เหมาะกับใคร?
เพราะการมี AI ให้ใช้ฟรี กับการทำให้คนรู้ว่าจะเอา AI ไปใช้อย่างไร อาจเป็นคนละเรื่องกัน
มี AI เยอะ เป็นข้อดี แต่ก็อาจกลายเป็นความยาก
จุดเด่นอย่างหนึ่งของ AiPASS คือมี AI หลายตัวให้เลือก
สำหรับคนที่ใช้ AI อยู่แล้ว เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะเราพอรู้ว่า AI แต่ละประเภทมีจุดเด่นต่างกัน
อยากสร้างภาพ ก็หา AI สร้างภาพอยากสร้างวิดีโอ ก็เลือก AI สร้างวิดีโออยากวิเคราะห์หรือช่วยคิด ก็เลือกอีกตัวอยากค้นข้อมูล ก็เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับงานนั้น
แต่ลองเปลี่ยนเป็นมุมของคนที่ ไม่เคยใช้ AI มาก่อน
ถึงแม้จะมีข้อความกำกับว่าเครื่องมือแต่ละตัวทำอะไร เขาก็อาจยังนึกภาพไม่ออกอยู่ดีว่า
“แล้วฉันจะเอามันไปทำอะไร?”
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก รู้ว่า AI ตัวนี้ทำอะไรได้ ไม่ได้หมายความว่า รู้ว่า AI ตัวนี้ช่วยอะไรเราได้
เหมือนเรายื่นกล่องเครื่องมือที่มีอุปกรณ์ครบทุกอย่างให้คนที่ไม่เคยซ่อมบ้าน
ต่อให้เขียนชื่อกำกับไว้ครบว่าอันนี้คือค้อน อันนี้คือสว่าน อันนี้คือประแจ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้ทันทีว่า ถ้าประตูบ้านมีปัญหา เขาควรเริ่มจากอะไร
AI ก็เช่นเดียวกัน

จากที่ทดลองใช้ AiPASS ผมคิดว่าเหมาะกับคนที่ “มีโจทย์” อยู่แล้ว
สมมติผมรู้อยู่แล้วว่า
“อยากสร้างวิดีโอกรุงเทพฯ”
ผมสามารถเข้าไปหา AI ที่สร้างวิดีโอ แล้วทดลองสั่งให้มันทำได้เลย
พอได้วิดีโอแล้ว ผมอยากเปลี่ยนเสียง ก็เริ่มมองหา AI อีกตัวมาช่วย
ตรงนี้ทำให้เห็นข้อดีของการมี AI หลายประเภทอยู่ในระบบเดียว
แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่ง
เพราะผู้ใช้ต้องเริ่มเข้าใจว่า AI ตัวไหนทำอะไรได้ ตัวไหนทำไม่ได้ และงานจาก AI ตัวหนึ่งสามารถนำไปทำต่อกับอีกตัวได้แค่ไหน
สำหรับคนที่ใช้ ChatGPT, Gemini หรือ AI อื่นเป็นประจำอยู่แล้ว เราสามารถลองผิดลองถูกและเรียนรู้ระบบใหม่ได้
แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยใช้ AI มาก่อน ประสบการณ์นี้อาจยากกว่าที่คิด
ดังนั้นจากที่ทดลอง ผมมองว่า AiPASS ในตอนนี้น่าจะมีประโยชน์มากกับ
คนที่รู้แล้วว่าอยากใช้ AI ทำอะไร แต่อยากมี AI หลายประเภทให้ทดลองใช้
มากกว่าคนที่ยังไม่รู้เลยว่า AI จะเข้ามาช่วยชีวิตหรือการทำงานของตัวเองได้อย่างไร
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คำอธิบาย แต่อยู่ที่ “ประสบการณ์ครั้งแรก”
เรื่องนี้สำคัญมาก เราอาจอธิบายได้ดีมากว่า AI ตัวนี้สร้างภาพAI ตัวนี้สร้างวิดีโอAI ตัวนี้ช่วยคิดAI ตัวนี้ช่วยค้นข้อมูล
แต่คนที่ไม่เคยใช้มาก่อนยังไม่มีประสบการณ์ที่จะเอาคำอธิบายเหล่านั้นไปเชื่อมกับชีวิตของตัวเอง
และถ้าครั้งแรกที่ลองใช้ ผลลัพธ์ที่ได้รับไม่ได้ต่างจาก AI ฟรีที่เคยใช้ หรือใช้งานแล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เขาก็อาจออกจากระบบไป เพราะคำว่า “ใช้ฟรี” ช่วยให้คนเข้ามาทดลองได้
แต่ไม่ได้ทำให้คนกลับมาใช้ซ้ำโดยอัตโนมัติ คนจะกลับมาเมื่อรู้สึกว่า
“สิ่งนี้มีประโยชน์กับฉัน”
นี่อาจเป็นหนึ่งในสมมติฐานที่ควรนำไปศึกษาต่อว่า เหตุใดจำนวนคนที่เข้ามาสมัครกับจำนวนคนที่ใช้งานจริงจึงอาจแตกต่างกัน
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คนไทยสนใจ AI หรือไม่สนใจ แต่อาจอยู่ที่ว่า คนได้รับประโยชน์จาก AI เร็วพอหรือยัง
ถ้าไม่เริ่มจาก AI แต่เริ่มจาก “อาชีพ” ล่ะ?
ลองจินตนาการว่าเข้ามาใน AiPASS แล้วคำถามแรกไม่ใช่
“อยากใช้ AI ตัวไหน?”
แต่เป็น
“คุณทำอะไร?”
เช่น
นักเรียน | เจ้าของร้าน | Marketing | HR | บัญชี | ข้าราชการ | ชาวสวน | ชาวนา
ถ้าเลือก Marketing
ระบบอาจถามต่อว่า
วันนี้อยากให้ AI ช่วยอะไร?
คิด Content | วิเคราะห์คู่แข่ง | ทำภาพ | ทำวิดีโอ | เขียนโพสต์ | วางแผนการตลาด
ถ้าเลือก บัญชี อาจเป็น
อ่าน Invoice | สรุปรายจ่าย | ตรวจเอกสาร | ทำรายงาน
ถ้าเลือก ชาวสวน อาจเป็น
ดูโรคพืชจากภาพ | คำนวณต้นทุน | หาข้อมูลราคา | วางแผนการขาย
จากนั้นระบบค่อยเลือก AI ที่เหมาะสมให้
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าข้างหลังใช้ AI ชื่ออะไร
เพราะสิ่งที่คนต้องการจริง ๆ ไม่ใช่การใช้ AI
เขาต้องการแก้ปัญหาของตัวเอง
“ชาวสวนใช้ AI ทำอะไรได้?” น่าสนใจกว่า “AI ตัวนี้ทำอะไรได้?”
นี่อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการสร้าง AI Literacy
แทนที่จะมีเพียงบทเรียนเรื่อง AI อาจสร้าง Use Case จากชีวิตจริง ให้คนเห็น
เช่น
AI สำหรับชาวสวน
สมมติวันนี้ใบมะม่วงมีจุดแปลก ๆ
ถ่ายรูป → ถาม AI → ให้ช่วยหาข้อมูล → เปรียบเทียบสาเหตุ → แนะนำว่าควรหาข้อมูลหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะไรต่อ
ผู้ใช้จะเริ่มเห็นทันทีว่า AI เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร
หรือ
AI สำหรับร้านอาหาร
ยอดขายช่วงกลางวันลดลง
นำยอดขายมาดู → ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ → คิดโปรโมชั่น → เขียนโพสต์ → สร้างภาพ → เตรียม Content
คนขายอาหารไม่จำเป็นต้องเรียน AI ก่อนถึงจะเข้าใจเรื่องนี้
เพราะมันคือ ปัญหาที่เขาเจออยู่ทุกวัน
การเรียน AI อาจเริ่มจาก “ทำสำเร็จหนึ่งเรื่อง”
จากที่ทดลองดูบทเรียนของ AiPASS เนื้อหาหลายส่วนพยายามสร้างความเข้าใจว่า AI คืออะไร เก่งอะไร ไม่เก่งอะไร และเหมาะกับงานประเภทไหน
ความรู้เหล่านี้มีประโยชน์
แต่สำหรับคนที่เริ่มจากศูนย์ อาจลองกลับลำดับดู
แทนที่จะเป็น
เรียน → เข้าใจ → ทดลองใช้
อาจเป็น
ลองทำ → ทำสำเร็จ → เห็นประโยชน์ → อยากเรียนเพิ่ม
เช่น ภารกิจแรกง่าย ๆ
“ให้ AI ช่วยเขียนโพสต์ขายสินค้าของคุณ”
ทำสำเร็จภายใน 5 นาที
จากนั้นค่อยสอนว่า Prompt คืออะไร ทำไมรอบแรกกับรอบที่สองถึงได้คำตอบไม่เหมือนกัน และควรตรวจคำตอบของ AI อย่างไร
คนจะเริ่มเรียนเพราะเขารู้แล้วว่า เรียนไปเพื่ออะไร
จาก “สมัคร” ไปสู่ “กลับมาใช้”
ถ้าเป้าหมายคือการสร้าง AI Adoption สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ควรมีเพียงจำนวนผู้สมัคร
แต่ควรดูเส้นทางหลังจากนั้นด้วย
สมัคร
↓
ลองใช้ครั้งแรก
↓
ทำอะไรบางอย่างสำเร็จ
↓
รู้สึกว่า AI ช่วยเราได้
↓
กลับมาใช้อีก
↓
เริ่มใช้กับงานจริง
↓
กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
เพราะคนสมัคร 5 ล้านคน กับคน 5 ล้านคนที่ใช้ AI เป็น ไม่ใช่ความหมายเดียวกัน
จุดที่สำคัญที่สุดอาจเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่าง
“เข้ามาครั้งแรก” → “เห็นประโยชน์ครั้งแรก”
ถ้าคนผ่านจุดนี้ได้ โอกาสกลับมาใช้ก็มีมากขึ้น
แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ลองแล้วไม่เห็นความแตกต่าง หรือประสบการณ์ครั้งแรกไม่ดีพอ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลับมา
AiPASS ใช้ฟรี เหมาะกับใคร?
จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองในตอนนี้ ผมมองว่า
เหมาะมากกับคนที่เคยใช้ AI มาบ้างแล้ว และอยากทดลอง AI หลายประเภทโดยไม่ต้องสมัครหลายแพลตฟอร์ม
เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา หรือเจ้าของธุรกิจที่มีโจทย์ชัดอยู่แล้ว และพร้อมทดลองว่า AI ตัวไหนช่วยงานนั้นได้
ส่วน คนที่ไม่เคยใช้ AI เลย ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้
แต่คนกลุ่มนี้อาจต้องการมากกว่า “AI ฟรี”
เขาต้องการ คนพาเริ่ม
ไม่ใช่เริ่มจากการบอกว่า
AI แต่ละตัวทำอะไรได้
แต่เริ่มจากการถามว่า
“วันนี้คุณมีปัญหาอะไร แล้ว AI จะช่วยคุณตรงไหนได้บ้าง?”
นี่อาจเป็นช่องว่างที่ AiPASS สามารถพัฒนาต่อได้อีกมาก
เพราะการรวม AI จำนวนมากไว้ในที่เดียวเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว
ขั้นต่อไปอาจไม่ใช่การเพิ่ม AI ให้มากขึ้น
แต่คือการทำให้ประชาชน เห็นภาพว่าของที่มีอยู่ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอย่างไร
เพราะสุดท้ายแล้ว การทำให้คนใช้ AI ไม่ได้เริ่มจากการทำให้เขารู้จัก AI ทุกตัว
แต่น่าจะเริ่มจากการทำให้เขาพูดได้ว่า
“อ๋อ...เรื่องที่ฉันทำอยู่ทุกวัน AI ช่วยแบบนี้ได้ด้วย”
และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือของคนทั่วไป ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ทุกคนเคยได้ยินชื่อครับ




ความคิดเห็น