เลิกมโนแจ่ม เรื่องกลุ่มเป้าหมาย: วิธีคิดก่อนเลือก Core และ Custom Audience
- 10 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 15 มี.ค.

เวลาพูดถึงการเลือกกลุ่มเป้าหมายใน facebook หลายคนจะนึกถึงหน้าจอ Ads Manager ที่มีตัวเลือกให้ติ๊กเต็มไปหมด อายุ พื้นที่ ความสนใจ พฤติกรรม
แล้วคำถามก็จะมาเหมือนเดิม จะเลือกอะไรดี
ตรงนี้ขอพูดกันตรง ๆ ก่อนสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าในบทนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จและไม่ใช่วิธีเลือกแบบครบทุกมิติ
มันเป็นแค่ ตัวอย่างวิธีคิด เพื่อให้เห็นว่า เวลาคัดกลุ่มจริง ๆ เราคิดจากอะไรและตัดอะไรทิ้ง
เพราะในสนามจริงการคัดมันลึกกว่านี้เยอะแต่ถ้าไม่เห็นภาพรวมก่อนรายละเอียดมันจะกลายเป็นความมโนแทนเหตุผล
ปัญหาของมือใหม่ ไม่ใช่เลือกไม่เป็น แต่ไม่รู้ว่าควร “ตัดอะไรทิ้ง”
สิ่งที่เห็นบ่อยมากคือมือใหม่พยายาม “เลือกให้ครบ”
กลัวเลือกน้อยกลัวพลาดกลัวระบบทำงานไม่ได้
สุดท้ายกลุ่มก็ออกมากว้างและการคัดกลายเป็นการเดา
ซึ่งไม่ผิดนะแต่ถ้าเดาเยอะไปหน่อยนามสกุล มโนแจ่ม จะโผล่มาง่ายมาก
ประเด็นคือการเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่การหาคนให้ได้เยอะแต่คือการ ตัดคนที่ไม่ควรมาออกให้เร็วที่สุด
ทำไมช่วงเริ่มต้น เราใช้แค่ Core กับ Custom Audience
หลายคนถามว่าทำไมไม่ใช้ Lookalike ตั้งแต่แรก
คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะยังไม่รู้ว่าคนที่ “ใช่จริง” หน้าตาเป็นยังไง
Lookalike ทำงานจากข้อมูลตั้งต้นถ้าข้อมูลนั้นยังไม่แม่นการขยายคือการขยายความผิด
สำหรับคนเริ่มต้นหรือธุรกิจที่งบยังต้องคุม Core กับ Custom Audience เพียงพอแล้วสำหรับการ “ตั้งหลัก”
ไม่ใช่เพราะมันเก่งกว่าแต่เพราะมันช่วยลดการเดา
Core Audience: คิดจากบริบทชีวิต ไม่ใช่คำสวย ๆ ในระบบ
ตรงนี้ขอย้ำอีกครั้งตัวอย่างที่เล่าต่อไปนี้คือการยกมาให้เห็น “วิธีคิด”ไม่ใช่สูตรให้ทำตามทีละข้อ
ตัวอย่าง: ธุรกิจสุขภาพราคาสูง
โจทย์ของธุรกิจแบบนี้ไม่ใช่ Reach แต่คือ “ความพร้อมในการตัดสินใจ”
ดังนั้นการเลือก Core ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “คนมีรายได้สูง”
เพราะระบบไม่ได้มีปุ่มนั้นให้กด
สิ่งที่ทำคือมองหาพฤติกรรมที่ สะท้อนวิธีใช้ชีวิต เช่น
คนที่ลงทุนกับตัวเอง
คนที่เคยใช้บริการหรือสินค้าที่ต้องคิดก่อนจ่าย
พฤติกรรมบางอย่างที่บอกว่า “เขาคิดเป็นระบบ”
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฟันธงแต่เป็นการ ลดความเสี่ยงของการมโน
ตัวอย่าง: ร้านอาหารที่อยู่ลึก
ร้านอาหารไม่ได้ต้องการคนสนใจเยอะแต่ต้องการคนที่ “มาได้จริง”
ดังนั้น Core ของร้านอาหารไม่เริ่มจากคำว่า “คนชอบกิน”เพราะใคร ๆ ก็ชอบกิน
แต่เริ่มจาก
พื้นที่
รูปแบบการใช้ชีวิต
พฤติกรรมที่เกี่ยวกับครอบครัวหรือการรวมกลุ่ม
กลุ่มนี้อาจเล็กกว่าแต่มีโอกาสแปลงเป็นลูกค้าจริงมากกว่า
Custom Audience: ตัวช่วยหยุดการเดา
Custom Audienceมีหน้าที่ชัดเจนมากในมุมผม
มันไม่ได้มีไว้หาคนใหม่แต่มันมีไว้ ยืนยันว่าเราคิดไม่ผิด
ใครที่เคยดูเคยคลิกเคยมีปฏิสัมพันธ์
คนกลุ่มนี้คือคนที่ระบบเห็นว่า “เขาสนใจจริง”
การใช้ Custom ช่วง 30 วันไม่ใช่เรื่องเทคนิคแต่เป็นเรื่องจังหวะเพื่อคุยกับคนที่ “พร้อมฟัง” มากกว่า
สิ่งที่อยากให้จำจากบทนี้
การเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เรื่องเลือกให้เยอะและไม่ใช่เรื่องเลือกให้ดูฉลาด
แต่มันคือการ
รู้ว่าอะไรควรตัด
รู้ว่าอะไรยังไม่ควรขยาย
และรู้ว่า ตรงไหนไม่ควรเดาแทนข้อมูล
ตัวอย่างที่เล่าไปอาจดูเหมือนง่ายแต่ในสนามจริงมันคือการคัดซ้ำหลายชั้นกว่านั้น
บทนี้แค่อยากให้เห็นว่า การคิดก่อนกดเลือก สำคัญกว่าการกดให้ครบ



ความคิดเห็น